บทที่ 4 ปฐมบท 2 หลิ่งหลิน1
หรงเอ๋อร์นิ่งเงียบไม่ต่อคำ เพียงก้มมองเสื้อผ้าเก่าๆ บนเรือนร่างของตนนิ่งๆ
ลิ่งซือได้แต่งงานกับเหวินอี้ที่รักใคร่บุตรสาวมาก นางจึงเอาอกเอาใจสามีโดยการตามใจบุตรสาวของเขาอย่างไร้เหตุผลเสมอ เงินที่ได้จากหรงเอ๋อร์ก็นำไปปรนเปรอหรูอี้ ทั้งเสื้อผ้าปิ่นปักผม แม้กระทั่งขนมที่กินกับน้ำชา
ส่วนหรูอี้ที่คิดว่าตัวเองมีดีเหนือกว่าจึงชอบกดข่มหรงเอ๋อร์ตลอดเวลา
นางกลัวพี่สาวนอกสายเลือดไร้สกุลคนนี้มาแย่งชิงทรัพย์สินเงินทองในบ้าน
หรงเอ๋อร์มองมารดากับน้องสาวพากันออกจากบ้านด้วยท่าทางสมัครสมานรักใคร่ปรองดองไปจนลับตา
งานเลี้ยงในหมู่บ้านนิยมดื่มกินตอนพลบค่ำ ลากยาวไปจนดึก หรงเอ๋อร์จึงจำต้องเข้าครัวทำกับข้าวง่ายๆ ที่ทำได้กินคนเดียวเงียบๆ แม้ไม่อร่อยแต่ท้องก็อิ่มพอให้มีแรงสู้ต่อ
คืนนั้น ใครจะคาด ขณะที่ลิ่งซือกับหรูอี้ยังไม่กลับ หรงเอ๋อร์ซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากงานกำลังนอนหลับบนเตียง เหวินอี้ที่ไปทำการค้าต่างเมืองนานร่วมเดือนจะกลับมาพอดี
เขารู้ระหว่างทางกลับเข้าบ้านว่าสกุลตู้มีงานเลี้ยง ภรรยาและบุตรสาวไปร่วมงานรื่นเริงนั้น ยามนี้ยังไม่กลับ หรงเอ๋อร์อยู่บ้านคนเดียว จับจังหวะดีมาก หาได้ยากยิ่ง
ลูกติดภรรยาผู้นั้นเป็นบุปผาที่เริ่มเบ่งบานเต็มทีแล้ว ยิ่งเติบโตเต็มวัยยิ่งมีใบหน้าที่พิลาสล้ำ งดงามพรั่งพร้อม
เสียงประตูดังแอ๊ดเมื่อถูกเปิดออกอย่างไม่แรงไม่เบา อาจเพราะรีบกลับและรีบเข้ามาจึงลืมผ่อนกำลังที่ฝ่ามือ เมื่อเข้าห้องของลูกเลี้ยงมาได้ เหวินอี้รีบปิดประตูดังปึก ลั่นดาลลงกลอนอย่างแน่นหนา
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดวาบบนใบหน้าคล้ำแดด
ในห้องที่เข้า เรือนร่างอรชรที่มีส่วนโค้งเว้างามงอนของหรงเอ๋อร์กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียงอย่างเดียวดาย
อาจเพราะงานหนักที่ต้องออกแรงทั้งวัน ทั้งเก็บผักหาของป่าและนำไปเร่ขายตลอดทั้งวันใช้พลังมากเกินไป นางจึงไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังมีสิ่งใดเข้ามา
เภทภัยที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตสตรีกำลังกล้ำกลาย
ผ้าห่มถูกเปิดออกจากกายบาง ชายเสื้อถูกเลิกขึ้นสูง ฝ่ามือร้อนผ่าวล้วงเข้ามา ลูบไล้จากปลายเท้าเล็กน่ารัก ไต่ระดับความลึกล้ำขึ้นมาถึงโคนขาอ่อนที่เนียนลื่นนั้น
หรงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว ครั้นได้สติตื่นขึ้นมาพลันพบว่าเหวินอี้กำลังขึ้นคร่อมทาบทับบนกายนาง
“หรงเอ๋อร์คนงาม เป็นของข้าเถิดนะ”
เสียงกระเส่าแหบพร่าอันน่ารังเกียจนั้นทำหลิ่งหลินตื่นเต็มตาในเสี้ยวเวลา ตรงกับจังหวะเดียวกับที่สายรัดเอวถูกมือใหญ่คลำมาเจอและกำลังจะกระตุกเพื่อกระชากออก
หรงเอ๋อร์เบิกตากว้าง เข้าใจเรื่องราวบัดสีได้ทันใด แน่นอนว่านางไม่มีทางยอม เจ้าชั่ว!
“ปล่อยนะ!” หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก รั้งสายรัดเอวไว้ หนีบขาตัวเองแน่น ปกป้องส่วนสำคัญ มิให้ชายเหนือร่างแทรกกายลงมาได้
“ไม่เอาน่า เด็กดี ไม่ดื้อ บิดาจะรักถนอมเจ้า”
อาจเพราะสัญชาตญาณหรือเลือดนักสู้ในกายนาง มีดใต้หมอนถูกดึงออกมาแล้วปักฉึกตรงลำคอเหวินอี้อย่างไม่ต้องยั้งคิด หรงเอ๋อร์บิดแล้วดึงออก จากนั้นแทงซ้ำ แทงย้ำให้ลึกกว่าเดิมแล้วดึงออกอย่างแรง
“อ๊ากกกกกก”
เสียงของเหวินอี้โหยหวนเหมือนวัวตัวโตถูกเชือด เลือดสีแดงฉานกระฉูดเต็มใบหน้าจิ้มลิ้มของหรงเอ๋อร์
แววตานางกร้าวขึ้นด้วยแรงโทสะท่วมฟ้า
ร่างใหญ่ถูกถีบจนล้มกลิ้งลงพื้นข้างเตียงดังโครม หรงเอ๋อร์ลุกตามมา กระชับมีดในมือแทงร่างหนานั้นไม่ยั้ง ยังไม่ลืมตัดเอ็นชั่วกลางลำตัวจนขาดกระเด็น
“อึกๆ อั่ก...”
ยามนี้เหวินอี้สิ้นไร้เส้นเสียง แหกปากแทบฉีกแต่กลับร้องไม่ออกอีกแล้ว ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองหรงเอ๋อร์อย่างตกตะลึงพรึงเพริดด้วยคิดไม่ถึง
มิคาดว่าแม่นางน้อยผู้หนึ่งจะโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้
มีดคมกริบยังคงปักฉึกๆ ลงในเนื้อหนังอย่างต่อเนื่อง หรงเอ๋อร์กระชับมีดกระหน่ำแทงไม่ยั้ง ดวงตานางแดงก่ำ ประกายในแววตาเต็มไปด้วยความขยะแขยงชิงชัง
มีดเล่มนี้หรงเอ๋อร์พกพาตลอดเวลา มันใช้งานได้ดีและถนัดมือยิ่ง โดยเฉพาะตอนฆ่าสัตว์
สาวน้อยใช้มีดเล่มนี้ตัดคอแล่เนื้อเถือหนังสัตว์ป่า เพราะนางต้องขึ้นเขาหาของป่าและล่าสัตว์ลงมาขายทุกวัน จะไม่สันทัดได้อย่างไร
“อั่ก...”
ในที่สุดเหวินอี้ก็แน่นิ่ง เขาเบิกตาโพลงจมกองเลือด นอนสิ้นใจตายไปในสภาพเนื้อตัวเปล่าเปลือยไร้อาภรณ์
ช่างอุจาดตานัก หรงเอ๋อร์กำมีดในมือตัดสายรัดเอวแล้วถอดเสื้อผ้าของตนที่เปื้อนเลือดของอีกคนออกมา เหวี่ยงลงไปกองบนกายของร่างไร้วิญญาณนั้น
หญิงสาวยืนหรี่ตานิ่งตระหง่านเหนือศพน่ารังเกียจ เลือดหยาดรินจากปลายคางมน หยดลงบนศพนั้นเงียบๆ
นางยกมือข้างหนึ่งปาดเลือดออกไปอย่างไม่ไยดี เลือดสัตว์กับเลือดคนคงไม่แตกต่าง
แต่ทว่าที่ผิดกันคือบ้านเมืองมีกฎหมายคุ้มครองคน
หากฆ่าคนย่อมถูกจับไปลงทัณฑ์ทรมานในคุกมืด เหตุผลอันใดล้วนฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น เพราะคงไม่มีใครเสียเวลาฟังคำของเด็กสาวเช่นหรงเอ๋อร์ หญิงสาวจึงไม่เสียเวลาคิด นางไม่มีทางอยู่ที่นี่อีก ใครจะโง่รอให้ถูกจับไปไต่สวน
ทางหนีทีไล่ถูกขบคิดในทันที
หญิงสาวรีบเดินไปหาชุดใหม่ที่สะอาดมาเปลี่ยน เป็นเสื้อหม่นสีทึบเหมาะแก่การเร้นกายยามราตรี ไม่นาน เรือนสกุลเหวินในหมู่บ้านจินซานพลันเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อย่างรุนแรง
